เรื่อง ผีหลอกบนเกาะสีชังและเกาะปรง เล่าเรื่องผี โดย สินธุชา มาธวรรย์ #ผีหลอก #ผีดุ #สยองขวัญ

ผีหลอกบนเกาะสีชังและเกาะปรง




นี่คือเรื่องของเวียร์ เวียร์เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องผี ๆ สาง ๆ หลายครั้ง แต่ครั้งแรกในชีวิตคือในปี พ.ศ.2525

ตอนนั้นเวียร์ยังเรียนอยู่ชั้นม.5 พอปิดเทอมเดือนตุลาคม เวียร์นึกสนุกก็เอ่ยปากชวนเพื่อนสองคนชื่อการุณกับสมชายไปเที่ยวเกาะสีชัง

เวียร์และเพื่อน ๆ ตั้งใจว่าจะพักค้างคืนบนเกาะประมาณหนึ่งสัปดาห์ โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะนอนที่ไหน พูดง่าย ๆ ก็คือ กะไปตายเอาดาบหน้านั่นเอง

เช้าวันศุกร์ เวียร์กับเพื่อน ๆ นั่งรถโดยสารจากกรุงเทพฯ ไปลงที่อำเภอศรีราชา ก่อนจะเดินทางจากท่าเรือเกาะลอย ข้ามไปยังเกาะสีชังด้วยเรือโดยสาร ซึ่งในสมัยนั้นยังใช้เรือตังเกอยู่เลย

ด้วยความที่ไม่เคยไปเที่ยวเกาะสีชังมาก่อน เวียร์และเพื่อน ๆ จึงตื่นเต้นกันมาก ต่างก็เตรียมเสื้อผ้าข้าวของใส่เป้คนละใบ และตามประสาวัยรุ่น เวียร์นึกสนุกพกเหล้าไปด้วยขวดหนึ่งทั้ง ๆ ที่ดื่มไม่เป็น แต่คิดเอาเองว่ามันดูเท่และเป็นผู้ใหญ่ดี เวียร์บอกเพื่อนสองคนว่า “เก็บไว้จิบเล่นแก้หนาว ตอนกลางคืนบนเกาะสีชังต้องหนาวแน่ ๆ ”

เวียร์กับเพื่อนนั่งเรือตังเกไปขึ้นเกาะที่ท่าเรือแห่งหนึ่งของเกาะสีชัง แต่จะเป็นท่าบนหรือท่าล่างนั้น ตรงนี้เวียร์ก็จำไม่ค่อยจะได้ เพราะมันนานมาแล้ว จำได้แต่เพียงว่า เมื่อไปถึงทุกคนก็พากันเดินเที่ยวชมหมู่บ้านชาวประมงด้วยความเพลิดเพลิน จากนั้นเดินลัดเลาะไปตามถนนสายเล็ก ๆ บนเกาะ

และด้วยความที่การุณกับสมชายชอบวาดรูป มาเที่ยวคราวนี้จึงพกกระดาษและอุปกรณ์เขียนสีน้ำมาด้วย ทั้งสองมักจะหยุดนั่งเขียนภาพสีน้ำกันบ่อย ๆ ส่วนเวียร์ชอบถ่ายรูป ก็เดินหามุมถ่ายรูปแทน น่าเสียดายที่ภาพเหล่านี้เสียหายไปในตอนน้ำท่วมใหญ่ที่กรุงเทพฯ ในวันนั้น พอตกเย็นเวียร์กับเพื่อน ๆ ก็ชวนกันเดินขึ้นเขาไปไหว้ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ จากนั้นก็เริ่มปรึกษากันว่าคืนนี้จะนอนพักกันที่ไหน

ในสมัยนั้นดูเหมือนว่าจะไม่มีโรงแรมให้พักเลย หรือถึงมีโรงแรม เวียร์กับเพื่อนก็ไม่มีเงินพอจ่ายเป็นค่าที่พักอยู่ดี เวียร์จึงตัดสินใจพาเพื่อน ๆ เดินตัดข้ามเกาะไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เพราะได้ยินมาว่ามีหน้าผาที่สวยงาม และสามารถชมพระอาทิตย์ตกได้ถนัดตา

สองข้างทางที่เวียร์เดินผ่านไปนั้นเป็นป่าละเมาะเหมือนป่าทั่วไป แต่แปลกกว่าตรงที่มีกระเช้าสีดาอยู่เต็มไปหมด เวียร์ได้เห็นกระเช้าสีดาเป็นครั้งแรกที่นี่จึงตื่นเต้นมาก รีบบอกเพื่อน ๆ ให้ดู ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นไปตาม ๆ กัน และรู้สึกคุ้มค่ามากที่ได้มาเที่ยวเกาะสีชังในครั้งนี้ หารู้ไม่ว่าสุดท้ายแล้วทุกคนจะพากันเข็ดขยาด ยกเว้นก็แต่การุณคนเดียวเท่านั้น

ทางเดินดังกล่าวพาเวียร์กับเพื่อน ๆ ไปสิ้นสุดที่หน้าผาหินแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเสียงกึกก้องไม่ขาดระยะ ยามเมื่อคลื่นกระทบเข้าหาโขดหินเบื้องล่าง หลายครั้งรุนแรงถึงขนาดทำให้น้ำทะเลกระเซ็นเป็นฝอยขึ้นมาถึงบนหน้าผาเลยทีเดียว เวียร์เหม่อมองออกไปยังความเวิ้งว้างว่างเปล่าของท้องทะเลยามเย็น แลเห็นพระอาทิตย์ดวงโตใกล้จะลับขอบฟ้า และอากาศบนเกาะสีชังก็เย็นลงอย่างรวดเร็ว

ในที่สุด เวียร์กับเพื่อนทั้งสองคนก็ตกลงใจกันว่าจะค้างคืนกันบริเวณหน้าผาดังกล่าว เนื่องจากพื้นที่โดยรอบเป็นหิน สามารถนอนได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเปรอะเปื้อนเศษดิน ที่สำคัญไม่มีบ้านคน บรรยากาศจึงดูเป็นส่วนตัวดีมาก

ก่อนที่ท้องฟ้าจะมืด เวียร์ก็ก่อกองไฟขึ้นจากกิ่งไม้แห้งที่หาเก็บเอาจากแถวนั้น จากนั้นหุงข้าวตามมีตามเกิดจนได้ข้าวแฉะ ๆ หม้อหนึ่ง แต่ทุกคนกินข้าวแฉะ ๆ ดังกล่าวกับปลากระป๋องกันอย่างเอร็ดอร่อย คงเป็นเพราะหิวมาทั้งวันนั่นเอง แต่ด้วยความที่เป็นวัยรุ่น เวียร์กับเพื่อนจึงรู้สึกสนุกกันมากเป็นพิเศษ

พอกินจนอิ่มแล้วก็นอนเล่นบนแผ่นหินที่เย็นยะเยือก เนื่องจากมีลมจากทะเลที่พัดมาไม่ขาดระยะ ใครบางคนเริ่มพูดถึงเรื่องผีเนื่องจากบรรยากาศพาไป ด้วยความที่บริเวณหน้าผามืดมาก การุณกลัวผีจนถึงขนาดต้องล้วงเป้ เอาไฟฉายขนาดสองท่อนออกมาเปิดค้างไว้ เขาคงกะใช้แสงไฟเป็นเพื่อนนั่นเอง

หลายชั่วโมงผ่านไป เวียร์พยายามข่มตาให้หลับ ภายในใจคิดว่าพรุ่งนี้คงต้องเดินหาที่พักแห่งใหม่ที่เหมาะสมกว่านี้ แต่เสียงคลื่นกระทบโขดหินใต้หน้าผาก็ดังจนหลับไม่ลง ประกอบกับความหนาวเย็นของลมที่ยิ่งดึกยิ่งรุนแรงบาดผิวจนหนาวสะท้าน แม้จะนอนขดตัวกลมแล้วก็ยังไม่หายหนาว สุดท้ายต้องลุกขึ้นนั่ง แล้วล้วงเอาขวดเหล้าออกมาจิบ สมชายเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นนั่งบ้าง พร้อมกับขอเหล้าไปดื่ม

พอเริ่มเมาตามประสาวัยรุ่นคออ่อน ความกลัวผีก็หายไปหมด สมชายพยายามคะยั้นคะยอให้การุณดื่ม แต่การุณไม่ยอมแตะ บอกว่าเคยสัญญากับแม่ไว้ว่าจะไม่ดื่มเหล้า

“ไม่อยากให้แม่เสียใจ ถ้ารู้เข้า”

เพื่อนเอ่ยออกมาเช่นนั้น ทำให้เวียร์ซึ้งใจอย่างไรบอกไม่ถูก คิดในใจว่าอย่างน้อยในหมู่พวกเราก็ยังมีคนดีอยู่ด้วยหนึ่งคน

เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ อยู่ดี ๆ สมชายก็สะกิดแขนเวียร์พร้อมกับถามว่า “เฮ้ย เอ็งเห็นอะไรตรงหน้าผามั้ยวะ”

“ไม่เห็นมีอะไรนี่” เวียร์พยายามเพ่งมองฝ่าความมืดไปทางหน้าผา ไกลออกไปลิบ ๆ ในท้องทะเลมีแต่แสงวอมแวมของเรือหาปลาประมาณสิบกว่าลำ

“เหมือนจะเป็นชาวบ้านกำลังกวักมือเรียก เดี๋ยวข้าจะลองเดินไปคุยด้วยหน่อย เผื่อเขาจะชวนเราไปนอนที่บ้าน ไม่ไหวว่ะ ตรงนี้มันหนาวชิบเลย”สมชายบอก

เวียร์สะดุ้งเฮือก รีบคว้าแขนเพื่อนเอาไว้ ด้วยความที่อ่านหนังสือประเภทเดินป่ามามากนั่นเอง เวียร์จึงคิดว่ามันต้องมีอะไรแปลก ๆ แน่ ก่อนจะจับขวดเหล้ายัดลงเป้ รวมถึงข้าวของต่าง ๆ และรีบบอกให้การุณกับสมชายเดินตามเวียร์มาโดยไม่ต้องพูดอะไร

เวียร์กับเพื่อน ๆ ต่างก้มหน้าก้มตาเดินกลับทางเก่าซึ่งพาไปที่ท่าเรือ เพราะบริเวณนั้นยังมีแสงไฟส่องสว่างอยู่หลายจุด ที่สำคัญมีศาลาก่ออิฐถือปูนให้นั่งพักเหนื่อยอีกด้วย

“ทำไมที่หน้าผาเอ็งห้ามข้าไว้วะ มันเสียมารยาทอยู่นะ เขาอุตส่าห์มีน้ำใจเรียก” สมชายถามเสียงดัง

“เอ็งไม่รู้หรือแกล้งโง่ คนบ้าอะไรจะไปยืนอยู่ตรงนั้น” เวียร์เอ็ดตะโรใส่

สมชายได้ยินก็ทำตาค้างเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ แล้วล้มตัวลงนอนเอามือกุมศีรษะไว้ พลางส่งเสียงครางฮือ ๆ เหมือนคนจับไข้

“เอ็งไม่น่าชวนพวกเรามาเที่ยวที่นี่เลยว่ะ” การุณต่อว่าเวียร์

“เฮ้ย ไม่มีอะไรหรอกน่า ไอ้ชายมันเมาเหล้า ก็เลยตาฝาด” เวียร์พยายามแก้ไขให้บรรยากาศดีขึ้น

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว ศาลานี่น่าจะปลอดภัยอยู่นะ พวกเอ็งรีบนอน ข้าจะนั่งเป็นยามเฝ้าให้เอง”

คงด้วยความอ่อนเพลียกระมัง เพื่อนทั้งสองคนจึงผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว ส่วนเวียร์ยังคงละเลียดเหล้าอยู่คนเดียว พร้อมกับคิดถึงเหตุการณ์ที่หน้าผาไปด้วย ภายในใจคิดว่าผีไม่มีจริง ภาพที่สมชายเห็นเป็นแค่สิ่งที่เพื่อนจินตนาการขึ้นมาเอง เวลานั้นเวียร์รู้สึกขำสมชายมากกว่า เวียร์เองก็พลอยนึกกลัวผีไปกับเพื่อนด้วย จนถึงกับต้องรีบอพยพหลบมานอนที่ศาลาแห่งนี้แทน

ไม่นานนัก ด้วยความง่วงและเมา เวียร์จึงเผลอหลับไปเหมือนกับเพื่อนทั้งสองคน







เวียร์มาสะดุ้งตื่นในตอนเช้าเพราะได้ยินเสียงคนคุยกันเสียงดัง เมื่อลืมตาลุกขึ้นนั่งพลางเหลียวซ้ายแลขวา ก็เห็นว่าการุณกำลังคุยอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมีวัยไล่เลี่ยกัน ผิวของเขาคล้ำแดด ร่างผอมเกร็ง และมีแขนกับมือข้างหนึ่งลีบเล็ก ต่อมาถึงได้รู้ว่าทุกคนบนเกาะเรียกเขาว่า “ไอ้เข้”

เข้เป็นหนุ่มชาวประมงพื้นบ้าน หากินอยู่กับท้องน้ำแถวนี้ ดูเหมือนเขาจะคุยถูกคอกับการุณจนสนิทสนมกัน ถึงขึ้นมีน้ำใจชวนไปนั่งเรือเที่ยว เข้บอกว่ามีเกาะเล็ก ๆ มากมายรอบเกาะสีชัง ถ้าอยากดู เขาจะพาไปเอง ซึ่งแน่นอนว่าการุณกับเวียร์รีบรับข้อเสนอทันที ส่วนสมชายยังไม่หายแฮงค์โอเวอร์ จึงได้แต่พยักหน้าเออออโดยไม่พูดไม่จา

เรือของเข้เป็นเรือท้องแบนต่อขึ้นจากไม้ ลำเล็ก ไม่มีหลังคา และยาวสักสองเมตรครึ่งเห็นจะได้ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เก่า ๆ มีไม้ยาวราวหนึ่งเมตรใช้ถือท้ายเรือ เข้พาเด็กชาวกรุงทั้งสามกับเรือลำน้อยของเขาแล่นตัดคลื่นมุ่งหน้าไปยังเกาะร้างเล็ก ๆ ที่มีชื่อเรียกว่า “เกาะปรง"

เมื่อเข้าไปใกล้ก็จะเห็นว่าเกาะปรงมีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าครึ่งหนึ่งของสนามฟุตบอล สัณฐานแบนราบ จุดที่สูงที่สุดของเกาะน่าจะสูงจากน้ำทะเลไม่ถึงสองเมตร และมีต้นมะพร้าวขึ้นอยู่ราวเจ็ดต้น รอบ ๆ เกาะเป็นหาดทรายขาว เต็มไปด้วยก้อนกรวดกลมมนจากแรงคลื่น สิ่งเดียวที่แปลกแยกจากทุกสิ่งทุกอย่างบนเกาะร้างแห่งนี้คืออาคารทรงกระบอกหลังคาโค้ง มันสร้างขึ้นจากอิฐก่อถือปูน

“คนเก่า ๆ บอกว่าเป็นฝีมือของทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เคยมีคนพบศพในอาคารแห่งนี้ด้วย” เข้เล่า

เวียร์นึกชอบใจเกาะร้างแห่งนี้มาก มันมีขนาดเล็กจนดูน่ารักและเป็นธรรมชาติดีเหลือเกิน เมื่อเวียร์ขึ้นจากเรือเดินฝ่าหาดทรายขึ้นไป ก็ทำให้รู้สึกราวกับว่าเขาได้กลายเป็นเจ้าของเกาะน้อย ๆ แห่งนี้ เวียร์จึงสมมุติตัวเองเป็นโรบินสัน ครูโซ เที่ยวเดินสำรวจไปรอบ ๆ ตัวเกาะ ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็เดินวนได้รอบ

จากนั้นเวียร์กับเพื่อน ๆ ก็พากันว่ายน้ำเล่นกัน น้ำรอบเกาะใสมากจนมองเห็นตัวปลา ไม่นานนักทุกคนก็เริ่มรู้สึกหิว เข้จึงนำปลาหมึกสดตัวยาวเป็นศอกออกมาจากถุงแช่น้ำแข็ง และก่อไฟย่างให้ทุกคนกินกับข้าวสวยที่เข้ตักใส่หม้อมาด้วย

เมื่อกินอาหารมื้อแรกของวันอิ่มหนำกันแล้ว เข้ก็ขอตัวขับเรือกลับไปที่เกาะสีชัง นัยว่ามีธุระสำคัญต้องทำ หรือจะนัดกับสาวคนรักไว้ เวียร์ก็จำไม่ค่อยจะได้เสียแล้ว แต่ที่แน่ ๆ คือเวียร์บอกให้เข้มารับพรุ่งนี้เช้า เพราะตกลงกับเพื่อน ๆ ว่าจะอยู่พักค้างคืนบนเกาะร้างแห่งนี้

เข้ได้ยินครั้งแรกก็ถึงกับหัวเราะ ดูเหมือนเขาอยากจะพูดอะไรออกมา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูด เขาทิ้งปลาหมึกย่างและข้าวในหม้อไว้สำหรับกินเป็นมื้อเย็น พร้อมกับน้ำดื่มถังใหญ่

พอเรือของเข้แล่นจากไปแล้ว เวียร์กับเพื่อน ๆ ก็สนุกกันเต็มที่ โลกนี้กลายเป็นของทุกคน ต่างคนต่างเที่ยววิ่งเล่นไปรอบเกาะเหมือนเด็ก ๆ เวียร์ปลีกตัวไปว่ายน้ำคนเดียวเงียบ ๆ รู้สึกเหมือนได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ และอยากอยู่บนเกาะร้างน้อย ๆ แห่งนี้ตลอดไป







ตกเย็นเวียร์กับเพื่อนช่วยกันก่อกองไฟขึ้น เพื่ออุ่นอาหารอีกครั้ง จากนั้นก็พยายามไม่ปล่อยให้มันดับลง เนื่องจากต้องการให้แสงไฟส่องสว่างตลอดทั้งคืน เวียร์เที่ยวเก็บเศษไม้ที่ลอยมาติดตามชายหาด รวมถึงทางมะพร้าวแห้ง มาเติมใส่กองไฟเป็นระยะ ๆ แล้วนั่งคุยกับเพื่อน ๆ ด้วยเรื่องราวสัพเพเหระตามประสาวัยรุ่น

มีอยู่ตอนหนึ่งการุณบอกว่า เข้เล่าให้ฟังเรื่องโรงหนังบนเกาะสีชังด้วย มันเป็นโรงหนังหลังคาสังกะสี ที่นั่งเป็นม้านั่งทำจากไม้กระดาน เวียร์ได้ฟังก็รู้สึกสนุก จึงตกลงกันว่าคืนพรุ่งนี้ เมื่อกลับไปเกาะสีชังแล้ว จะให้เข้พาไปดูหนังกัน บางทีอาจจะได้เห็นหน้าแฟนสาวของเข้ด้วย เวียร์กับเพื่อนต่างก็สนใจเรื่องเกี่ยวกับแฟนของเข้เป็นพิเศษ เพราะยังไม่มีใครเคยมีแฟนเลย

ยิ่งมืดลมบนเกาะยิ่งพัดแรง เสียงทางมะพร้าวบนต้นไหวเสียดส่ายกัน ฟังดูน่ากลัว คลื่นลมในทะเลก็โยนตัวรุนแรงกว่าเมื่อตอนกลางวัน เวียร์เริ่มสงสัยว่าถ้าเกิดน้ำทะเลท่วมเกาะขึ้นมาจะหนีไปทางไหนได้ เพราะเกาะนี้เตี้ยมาก ไม่มีภูเขาให้ปีนเลย จุดสูงที่สุดคงไม่พ้นยอดมะพร้าวกับหลังคาของอาคาร ซึ่งทหารญี่ปุ่นสร้างไว้

แล้วอะไรก็ไม่รู้สะกิดใจ ทำให้เวียร์อดจ้องมองไปที่อาคารดังกล่าวไม่ได้ พลันก็ต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อมองเห็นบางสิ่งบางอย่างไหวอยู่ตรงรอยแตกของอาคาร ซึ่งมีลักษณะเป็นรูใหญ่ขนาดหน้าต่าง ทีแรกเวียร์คิดว่าคงตาลายเพราะลมพัดเข้าตา แต่เมื่อเพ่งมองดูอย่างตั้งใจ ก็เห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายมือที่กวักเรียกเวียร์อยู่นั่นเอง

ไม่นานนัก มือนั้นก็หายไปจากช่องโหว่ แต่กลับได้ยินเสียงคนเดินดังสวบสาบ กำลังมุ่งหน้ามาทางเวียร์กับเพื่อน ๆ เสียงเดิน ดังมากอย่างน่าประหลาด ทั้ง ๆ ที่เสียงลมยังคงดังอื้ออึงอยู่ เวียร์รู้สึกได้ถึงความกลัวสุดขีดเป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อหันไปมองเพื่อนเพื่อหาพวก กลับพบว่าทั้งสองคนกำลังกอดกันกลมด้วยร่างที่สั่นเทิ้มเป็นเจ้าเข้า

เสียงเดินมาหยุดลงตรงหน้าของเวียร์ กองไฟที่กำลังลุกโพลงด้วยแรงลม จู่ ๆ ก็ดับลง คราวนี้เวียร์ถึงกับโผเข้าหาเพื่อน คาถาอะไรก็นำออกมาสวดจนหมดเท่าที่จะจำได้ อาการไม่ต่างจากที่เคยเห็นในหนังผี ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะคนสร้างหนังผีจินตนาการขึ้นมาเอง หรือว่าเรื่องจริงมันเป็นอย่างนั้น

ทั้งสามคนกอดกันตัวสั่นด้วยความกลัวอยู่นาน จนมีมือมาดึงทุกคนให้แยกจากกัน สมชายกับการุณถึงกับร้องลั่นเกาะ ที่แท้เป็นมือของเข้นั่นเอง

เข้รีบถามว่าเกิดอะไรขึ้น การุณตอบว่าโดนผีหลอก เข้ดูมีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง รีบพาทุกคนเดินไปขึ้นเรือลำเดิม ก่อนจะบังคับเรือแล่นออกไปจากเกาะปรง ซึ่งก็เป็นไปอย่างยากลำบาก ด้วยคลื่นแรงและแกว่งไกวอย่างน่ากลัว

เวียร์ไม่เคยนั่งเรือออกทะเลที่มีคลื่นแรงอย่างนี้มาก่อนเลย อีกทั้งภายในใจเริ่มวิตกกลัวเรือล่ม ถ้าเรือล่มจะเป็นอย่างไร เพราะบนเรือไม่มีเสื้อชูชีพ มิหนำซ้ำยังเป็นตอนกลางคืนอีกด้วย คิดไปคิดมาก็เริ่มรู้สึกว่าทะเลยามนี้น่ากลัวกว่าภูติผีมากนัก

“เราเป็นห่วง เลยขับเรือกลับมารับ” เข้เอ่ยขึ้นระหว่างบังคับหางเสือท้ายเรือ “ว่าแต่พวกนายไปเจออะไรมาเรอะ ถึงได้ทำท่ากลัวกันขนาดนั้น”

“สงสัยว่าจะเป็นผี” การุณพูดพลางมองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่ก

“ไม่ต้องสงสัยหรอก เสียงมันเดินดังขนาดนั้น แต่มองไม่เห็นตัว” สมชายสรุป

“หรือจะเป็นเสียงลม” เวียร์เริ่มคิดได้ พยายามมองให้เป็นวิทยาศาสตร์ “ถ้าเป็นผีจริง มันก็คงกระโดดลงเรือตามพวกเรามาด้วยแล้วสิ”

พูดยังไม่ทันขาดคำ เข้ก็ส่งเสียงร้อง “เฮ้ย” ดัง ๆ ออกมา เมื่อคันบังคับเรือหักโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย พอบังคับทิศทางให้เรือแล่นตัดคลื่นไม่ได้ เรือลำน้อยจึงลอยเคว้งคว้างกลางสายน้ำ และมีสิทธิคว่ำได้ตลอดเวลา

ในความมืดของท้องทะเล แสงดาวเต็มท้องฟ้าทำให้แลเห็นว่า เข้ยกมือขึ้นท่วมหัวพลางทำปากขมุบขมิบ จากนั้นก็หันมาซ่อมคันบังคับเรือที่หัก เข้ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ ๆ ก็ซ่อมได้สำเร็จ แล้วพาเวียร์กับเพื่อน ๆ กลับไปยังเกาะสีชังได้อย่างปลอดภัย

เข้พาเวียร์กับเพื่อน ๆ ไปนอนที่บ้านของเขา แต่ทุกคนต่างก็หลับไม่ลง จึงนั่งสนทนากันจนเช้า จากนั้นก็ตัดสินใจว่าจะกลับกรุงเทพฯ

เมื่อฟ้าสว่าง เวียร์กับเพื่อน ๆ ก็นั่งเรือลำแรกกลับขึ้นฝั่งแผ่นดินใหญ่ โดยมีเข้มายืนโบกมืออยู่ที่ท่าน้ำจนลับสายตา




เมื่อเปิดภาคเรียนใหม่ เวียร์กับสมชายต่างก็มีเรื่องน่าตื่นเต้นไปเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังอย่างสนุกสนาน ยกเว้นก็แต่การุณที่กลายเป็นคนเงียบขรึม เขาไม่ค่อยจะพูดกับใครอีกเลย

การุณกลับไปที่เกาะสีชังอีกครั้งเมื่อโรงเรียนปิดภาคฤดูร้อน แม่ของการุณเล่าให้เวียร์ฟัง เวียร์จึงรับรู้ว่าการุณได้ขอร้องให้เข้ขับเรือไปส่งที่เกาะปรง จากนั้นก็ขออยู่ตามลำพังเพื่อวาดภาพสีน้ำ โดยบอกให้เข้มารับกลับในตอนเย็น

เรื่องน่าเศร้าก็คือ เมื่อเข้ขับเรือไปรับตามที่สั่ง ก็พบร่างของการุณนอนคว่ำหน้าจมน้ำตายอยู่ที่ริมหาดเกาะปรงนั่นเอง

ไม่มีใครเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมการุณต้องกลับไปเสียชีวิตที่นั่น เรื่องนี้เวียร์เองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่บางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่า บางทีอาจจะเป็นมือที่เคยกวักเรียกสมชายกับเวียร์กระมัง พวกเขารอดมาได้ แต่เมื่อมันกวักเรียกการุณ การุณก็ไม่อาจขัดขืนและต้องตามมันไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

กรุณาแสดงความคิดเห็นโดยสุภาพ และไม่ผิดกฎหมาย