เรื่อง ฝันบอกเหตุ โดย นางมา #เล่าเรื่องผี #สยองขวัญ #วิญญาณหลอน

ฝันบอกเหตุ

ชีวิตของผู้คนในชนบทมักจะได้รับฟังเรื่องเล่าแปลก ๆ มาไม่น้อย ดิฉันเองพื้นเพเป็นคนอีสาน ภายในครอบครัวและเครือญาติมีเรื่องราวเล่าสู่กันฟังที่ดูน่าประหลาดอยู่หลายเรื่อง จึงอยากบันทึกไว้ตรงนี้ก่อนที่จะลืมเลือนไป เรื่องที่น่ากล่าวถึงเป็นเรื่องแรกก็คือเรื่องฝันบอกเหตุหรือบอกอนาคตค่ะ

ฝันบอกเหตุนี้เกิดขึ้นกับสมาชิกในครอบครัวของดิฉันเอง เริ่มจากการเสียชีวิตของน้าไลย์ผู้เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของแม่ ขณะนั้นดิฉันอายุสิบขวบแล้ว จำได้ว่าเช้าวันที่น้าไลย์เสียชีวิต น้าไลย์นั่งรถโดยสารไปโรงเรียนประจำอำเภอตามปกติ จากนั้นไม่นานก็มีคนมาแจ้งข่าวว่ารถที่น้าไลย์นั่งไปเรียนได้ประสานงากับรถโดยสารคันอื่น

เหตุการณ์นี้ทำให้น้าไลย์เสียชีวิตทันที ญาติ ๆ พากันเศร้าโศกเสียใจ หลายคนบ่นว่าทำไมไม่มีลางบอกเหตุก่อนเลย อยู่ดี ๆ น้าไลย์ก็จากไปโดยไม่มีอะไรให้สะกิดใจ

หลังจากงานศพผ่านไปสองเดือน ป้าแวงเพื่อนของแม่ที่อยู่อำเภอใกล้กันได้เดินทางมาเยี่ยมเยียน

“คึดฮอด” ป้าแวงทักทาย จากนั้นก็บอกว่า “อยากมาเล่าความฝันให้ฟัง”

ป้าแวงเล่าว่าเมื่อสองเดือนก่อน แกฝันว่ามีผู้ชายสองคนมาหาแกที่บ้านเพื่อตามหาคนชื่อไลย์ พวกนั้นถามว่าคนชื่อไลย์อยู่บ้านนี้หรือเปล่า “ไลย์อยู่บ้านนี้ล่ะ เป็นลูกสาวข่อย ตอนนี้ออกไปนา เที่ยง ๆ กะมาดอก”

“ลูกสาวไม่ได้ไปโรงเรียนรึ” ชายคนหนึ่งถาม

“ลูกสาวบ่ได้เรียนหนังสือแล้ว ออกจากโรงเรียนมาซ่อยพ่อแม่เฮ็ดนา เจ้าถามหามันเฮ็ดหยังล่ะ” ป้าแวงถาม

ชายทั้งสองคนนั้นไม่ตอบ แต่ป้าแวงได้ยินแว่ว ๆ เข้าหูว่า เดี๋ยวจะลองไปหาดูบ้านอื่นกัน

พอป้าแวงเล่าจบ แม่ก็รีบบอกให้ป้าแวงรู้ว่า น้าไลย์เสียชีวิตได้สองเดือนแล้ว คืนที่ป้าแวงฝันคงจะเป็นคืนก่อนที่น้าไลย์จะประสบอุบัติเหตุนั่นเอง ชายสองคนในความฝันน่าจะเป็นยมทูตที่มาตามเก็บดวงวิญญาณเป็นแน่ ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญแต่อย่างใด เพราะรายละเอียดหลายอย่างสอดคล้องกันอย่างน่าประหลาดใจ ทั้งสองต่างก็วิเคราะห์เรื่องนี้ตามความเชื่อที่เคยได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก

จากนั้นหลายปีต่อมาเรื่องราวเกี่ยวกับน้าไลย์ก็หวนกลับมาอีกครั้ง

เช้าวันหนึ่งยายลี ญาติซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันได้มาหาตากับยายที่บ้าน พลางเล่าความฝันเมื่อคืนที่ผ่านมาให้ฟัง แกว่าเมื่อคืนน้าไลย์มาหาแกที่บ้าน พร้อมกับฝากมาบอกว่าพรุ่งนี้น้าไลย์จะแต่งงานแล้ว อยากให้ตาไปร่วมงานแต่งงานด้วย

เมื่อได้ยินดังนั้น ตาจึงกุลีกุจอลุกขึ้นสั่งให้คนในบ้านไปเที่ยวหาซื้อปลาเป็น ๆ มาเก็บไว้ในกะละมัง แม่เล่าว่าปลาที่ซื้อมามีจำนวนเยอะมาก จนต้องขังไว้ในกะละมังหลายใบเลยทีเดียว

“มื่ออื่นสิเฮ็ดกับข้าวไปถวายพระ เฮ็ดบุญไปให้อีไลย์” (พรุ่งนี้จะทำกับข้าวไปถวายพระ ทำบุญไปให้ไลย์) ตาว่า

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นในคืนนั้นเอง หลังจากดูถ่ายทอดมวยจบ ตาก็ผละจากหน้าจอโทรทัศน์เดินเข้าไปในห้องนอน จังหวะที่ตาล้มตัวนอนก็ร้องให้คนช่วยเสียงดัง แต่ไม่มีใครช่วยทัน ตาเสียชีวิตไม่นานหลังจากนั้นไม่กี่นาที พวกผู้ใหญ่สันนิษฐานกันว่าตาน่าจะหัวใจวายเฉียบพลัน และพูดกันเป็นทำนองว่า ในที่สุดตาก็ได้ไปร่วมงานแต่งงานด้วยตนเอง สมดังความต้องการของน้าไลย์ผู้เป็นลูกสาว

“ปลาที่ขังไว้หลายกะละมังก็ได้นำมาทำอาหารเลี้ยงแขกในงานศพของตานั่นเอง” แม่กล่าวทิ้งท้าย




เรื่องต่อมาเป็นเรื่องที่พ่อของดิฉันเล่าค่ะ เกี่ยวกับความฝันของพ่อในคืนหนึ่ง พ่อฝันว่ามีผู้ชายสองคนมาหาที่บ้าน

“บ้านนี้มีคนชื่อหน่องไหม” ชายหน้าตาถมึงทึงคนหนึ่งถามขึ้น

“มี ลูกชายข่อยนั่นล่ะ แต่ตอนนี้เขาบ่อยู่เด้อ ไปเรียนหนังสืออยู่กุงเทบกุงไทพุ่นล่ะ”(ลูกชายผมเอง ตอนนี้ไม่อยู่นะ ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯโน่นแหละ) พ่อตอบในความฝัน “เขาคือว่าเพิ่นป่วยอยู่ซั่น” (ทำไมคนเขาพูดกันว่าป่วยอยู่) หนึ่งในสองคนถามขึ้นมาพร้อมกับทำหน้าสงสัย

“บ่ ๆ ๆ ป่วยอิหยัง มันไปเรียนกุงเทบเป็นปีแล่ว” (ไม่ ๆ ๆ ป่วยอะไร มันไปเรียนกรุงเทพฯ เป็นปีแล้ว)

ช่วงนั้นน้องชายของดิฉันไปเรียนต่อปริญญาตรีอยู่ที่กรุงเทพฯ ชายทั้งสองคนหันหน้าปรึกษากันสักครู่หนึ่งก็ขอตัวกลับไปด้วยสีหน้าผิดหวัง ครั้นตอนเช้าพ่อตื่นขึ้นก็ได้ยินเสียงเพลงธรณีกรรแสงแว่วมาแต่ไกล

“ผุได๋ตายล่ะลุง ธรณีกรรแสงคือดังแต่เซ่าแท่ ” (ใครตายล่ะลุง ธรณีกรรแสงดังแต่เช้าเชียว) พ่อเอ่ยถามลุงข้างบ้าน

“บักหน่องลูกแม่ตู้สี บ้านอยู่ข้างตลาด มันป่วยมาดนแล้ว ฮ่อกอตายเมื่อคืน” (หน่องลูกยายสี มันป่วยมานานแล้ว เพิ่งตายเมื่อคืน)

พ่อเลยถึงบางอ้อ พร้อมกับคิดว่าโชคดีที่น้องชายของดิฉันไม่อยู่บ้าน หาไม่แล้วก็อาจถูกชายสองคนในฝันพาตัวไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว พ่อเล่าให้ฟังพร้อมกับทำท่าขนลุกให้ดูด้วยความสยองใจ




แถมท้ายด้วยเรื่องเกี่ยวกับลางบอกเหตุที่พ่อของดิฉันประสบพบเจอมาด้วยตนเองค่ะ

สมัยนั้นพ่อยังหนุ่มแน่นอยู่ ปู่ป่วยเป็นมะเร็งตับ ดูเหมือนจะป่วยอยู่นาน ต้องไปนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จนช่วงท้าย ๆ เห็นท่าว่าจะไม่รอดแน่แล้ว ปู่เลยขอหมอออกจากโรงพยาบาล เพราะต้องการใช้เวลาอยู่กับครอบครัวที่บ้านมากกว่า

ในช่วงเวลานั้น พ่อแยกครัวเรือนไปอยู่คนละหมู่บ้านกับปู่แล้ว แต่ก็มักจะปั่นจักรยานมาหาปู่แทบทุกวัน ตอนเช้าบ้าง บ่ายบ้าง ตามแต่จะมีเวลาว่าง ส่วนคนที่อยู่ดูแลปู่เป็นประจำคืออาบุญส่งน้องชายของพ่อ

ปู่ของดิฉันเป็นคนมีอารมณ์ขัน แม้แต่ในเวลาที่มีอาการปวดท้องมาก ๆ ปู่ก็ยังพยายามหาเรื่องตลกมาพูดให้ลูก ๆ ได้หัวเราะ ไม่พากันเครียดไปกับปู่ จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง พ่อกับอาบุญส่งกำลังนั่งฟังปู่เล่าเรื่องตลก จู่ ๆ ปู่ก็เงียบเสียงลง แล้วหันไปจ้องเขม็งตรงบันไดขึ้นบ้าน

“บักหล่าเอ๊ย พ่อคือสิอยู่กับลูกได้บ่ดนแล้ว” ปู่กล่าวเสียงดัง “หมู่เขาพากันมาฮับแล้ว” (ลูกเอ๊ย พ่อคงจะอยู่กับลูกได้ไม่นานแล้ว เพื่อน ๆ เขาพากันมารับแล้ว)

“ฮ่วย พ่อคือเว่าจังซั่น ข้อยย่านเด้อ” (ทำไมพ่อพูดแบบนั้น ผมกลัวนะ) พ่อต่อว่าปู่ ส่วนอาบุญส่งได้แต่ร้องเสียงหลง จากนั้นพ่อของดิฉันก็ทำเป็นใจดีสู้เสือ ถามปู่กลับไปว่า “พ่อเห็นไผ”

“มาหลายคน สูบ่เห็นเขาติ อยู่บันไดนั่น” (เจ้าไม่เห็นเขาหรือ อยู่ตรงบันไดนั่น) ปู่ตอบเสียงเครือ ๆ

“มีไผแหน่” (มีใครบ้าง) พ่อถามต่อ ทั้งกลัวทั้งสงสัย

คราวนี้ปู่เอ่ยชื่อเพื่อน ๆ ของปู่หลายคน ซึ่งล้วนแต่เสียชีวิตไปแล้วทั้งสิ้น พ่อได้ยินดังนั้นก็เลยเงียบไปด้วยความกลัว พร้อมกับนึกสังหรณ์ใจอย่างไรชอบกล อาบุญส่งเองก็พลอยเงียบไปด้วยกัน แล้วคืนนั้นปู่ก็สิ้นลมอย่างสงบ แกคงไปกับเพื่อน ๆ ตามที่แกเห็นนั่นเอง



จริง ๆ แล้วเรื่องทำนองนี้ยังมีอีกมาก แต่ดิฉันเลือกเฉพาะเรื่องจริงที่เกิดกับครอบครัวตัวเองมาเล่าสู่แฟน ๆ คู่สร้างคู่สมให้ได้อ่านกันค่ะ






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

กรุณาแสดงความคิดเห็นโดยสุภาพ และไม่ผิดกฎหมาย