มุมสุขภาพ เรื่อง “คนไข้แค่ปวดคอ แต่กลับเป็นโรคมะเร็ง” โดย “นางมา”

คนไข้ในโรงพยาบาล


สมัยก่อนดิฉันเคยเป็นนักกายภาพบำบัด โดยใช้เวลาสี่ปีศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย และอีกเก้าปีทำงานในโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ทั้งหมดนี้ทำให้ดิฉันต้องพบเจอกับเรื่องราวมากมาย ทั้งที่ก่อให้เกิดความสุขและความทุกข์ วันนี้ดิฉันจึงอยากจะมาบอกเล่าถึงเรื่องราวที่ทำให้ดิฉันสะเทือนใจมาก และกลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจยุติบทบาทการเป็นนักกายภาพบำบัดในที่สุด

ราวปี พ.ศ. 2542 ดิฉันทำงานให้โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด วันหนึ่งมีคนไข้ชื่อคุณสมชาย (นามสมมุติ) มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดหลังและชาลงขา แพทย์ได้ส่งปรึกษา (Consult) กับแผนกกายภาพบำบัด เพื่อพิจารณาให้การรักษาด้วยการประคบร้อน (Hot Pack) ดึงหลัง (Traction) และอัลตร้าซาวด์บำบัด ซึ่งคุณสมชายก็เข้ามารับการรักษาทางกายภาพบำบัดสัปดาห์ละสามครั้ง ต่อเนื่องกันเป็นเวลาสองสัปดาห์ จนอาการก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ และแพทย์ให้หยุดการรักษาได้

ครั้นเวลาผ่านไปเกือบสองเดือน คุณสมชายก็กลับมาที่แผนกกายภาพบำบัดอีกครั้ง คราวนี้พาภรรยาคือคุณอนงค์ (นามสมมุติ) มาด้วย เราทักทายกันตามสมควร แล้วคุณสมชายก็เอ่ยขึ้นว่า วันนี้พาภรรยามาทำกายภาพบำบัดโดยเฉพาะ เนื่องจากมีอาการปวดต้นคอร้าวมาถึงบริเวณบ่าทั้งสองข้าง อยากดึงคอและทำอัลตร้าซาวด์บำบัด

ดิฉันจึงบอกให้ผู้ช่วยพาคุณอนงค์ไปทำบัตรคนไข้ที่ฝ่ายทะเบียน และแนะนำให้คุณอนงค์พบแพทย์ก่อน เพื่อตรวจวินิจฉัยว่าคนไข้เป็นโรคอะไร มีความจำเป็นต้องรับการรักษาทางกายภาพบำบัดหรือไม่ ตอนแรกคุณสมชายและคุณอนงค์อิดออดอยู่บ้าง เนื่องจากไม่อยากพบแพทย์ ความที่ตั้งใจมาทำกายภาพบำบัดเท่านั้น แต่ดิฉันแย้งว่ามันเป็นระเบียบของโรงพยาบาล อีกทั้งการให้แพทย์ตรวจประเมินก่อนก็เป็นประโยชน์ต่อคนไข้เองด้วย ทั้งสองคนจึงยินยอมไปพบแพทย์ตามคำแนะนำ

สักพักใหญ่ ๆ เจ้าหน้าที่ก็พาคุณสมชายและภรรยากลับมาที่แผนกกายบำบัด พร้อมกับใบส่งปรึกษาเพื่อพิจารณาดึงคอและอัลตร้าซาวด์บำบัด โดยแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกคอเสื่อม ตรงจุดนี้ดิฉันไม่แน่ใจนัก เพราะเรื่องนานมาแล้ว แต่จำได้เลา ๆ ว่าเป็นโรคนี้ ที่แน่นอนคือไม่ใช่โรคมะเร็งหรือเนื้องอก

ดิฉันได้ทำการตรวจประเมินคนไข้อีกครั้งหนึ่ง โดยซักถามประวัติอาการเพิ่มเติมจากตอนแรก จากนั้นจึงให้การรักษาทางกายภาพบำบัดแก่คุณอนงค์ตามที่แพทย์ส่งปรึกษามา เมื่อเสร็จสิ้นการรักษา ดิฉันได้ถามคุณอนงค์ว่าดีขึ้นหรือไม่ และอาการปวดเป็นอย่างไรบ้าง

“เบาขึ้นนิดหน่อยค่ะ แต่ถ้ามาต่อเนื่องก็คงจะหายปวดเหมือนคุณสมชาย” คุณอนงค์พูดยิ้ม ๆ

“คุณหมอนัดให้มาต่อเนื่องอีก 3-5 ครั้งนะคะ จากนั้นค่อยพบคุณหมออีกที เพื่อประเมินอาการ” ดิฉันแจ้งให้คุณอนงค์ทราบ

หลังจากนั้นคุณอนงค์และคุณสมชายก็หายไป ไม่ได้กลับมารับการรักษาตามนัด แต่ดิฉันไม่ได้คิดอะไรมาก ด้วยความที่ทำงานโรงพยาบาลเอกชนมาโดยตลอด ก็พอจะเดาได้ว่า คนไข้อาจจะคำนึงเรื่องค่าใช้จ่าย หรือไม่ก็ยุ่งอยู่กับภาระประจำวัน อีกทั้งอาการปวดของโรคกระดูกและข้อ บางทีก็ไม่รุนแรงมาก ทำให้คนไข้สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ จนละเลยที่จะเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปได้สามหรือสี่เดือน (ดิฉันไม่แน่ใจเรื่องระยะเวลา อาจจะนานกว่านี้ก็ได้) คุณสมชายก็กลับมาที่แผนกกายภาพบำบัดอีกครั้ง พร้อมกับแจ้งว่ามีอาการปวดหลังเหมือนเดิม

“ผมไม่ค่อยได้พัก มัวแต่ยุ่ง ๆ เรื่องงาน อาการปวดเลยกำเริบขึ้นมาอีก “

จากนั้นดิฉันได้ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบไปถึงคุณอนงค์ด้วย

“ภรรยาผมเสียแล้วครับ เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง “ คุณสมชายบอก

“โอ้ เสียใจด้วยนะคะ ว่าแต่เสียชีวิตเพราะอะไรคะ”

“เป็นมะเร็งที่กระดูกต้นคอครับ”

ตอนนั้นดิฉันรู้สึกตัวชาวูบ หูอื้อ แทบจะเป็นลมล้มทั้งยืนเพราะตกใจมาก (ดิฉันจะเล่าทีหลังว่าทำไม)

คุณสมชายเล่าต่อว่า วันนั้นที่คุณอนงค์มาทำกายภาพบำบัด กลับไปอาการก็ทุเลาลงเล็กน้อย แต่พอดีที่บ้านยุ่ง ๆ ไม่มีเวลาพาคุณอนงค์มารับการรักษาอีก จนคุณอนงค์มีอาการปวดมากขึ้น จึงมีคนแนะนำให้พาไปโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง เพื่อพบแพทย์โรคกระดูกและข้อที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง จากนั้นก็รักษาตัวอยู่นานราวหนึ่งเดือนแต่อาการไม่ดีขึ้น สุดท้ายก็รู้ว่าเป็นมะเร็งกระดูกต้นคอ

ในช่วงเวลานั้นดิฉันฟังที่คุณสมชายเล่าแทบจะไม่รู้เรื่องเสียแล้ว ว่าคุณอนงค์เข้ารับตรวจหามะเร็ง เพราะต้องการตรวจเองหรือแพทย์สั่งให้ตรวจ แต่นั่นก็ไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะหลังจากทราบว่าเป็นมะเร็ง คุณอนงค์ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมาไม่นานนัก

ย้อนกลับมาเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้ดิฉันแทบจะเป็นลม เมื่อทราบว่าคุณอนงค์เป็นมะเร็งกระดูกต้นคอ เนื่องจากมีข้อห้าม (อย่างเด็ดขาด) ในการใช้เครื่องดึงคอและอัลตร้าซาวด์บำบัด คือบริเวณที่เป็นมะเร็งหรือเนื้องอก การใช้เครื่องมือทั้งสองชนิดในบริเวณที่เป็นมะเร็ง อาจทำให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจายได้ดีขึ้น (เร็วขึ้น)

ความรู้สึกของดิฉันในตอนนั้นคือ ดิฉันเป็นคนทำให้เซลล์มะเร็งของคุณอนงค์แพร่กระจายเร็วขึ้นหรือไม่ นั่นหมายถึงทำให้คุณอนงค์เสียชีวิตเร็วขึ้นนั่นเอง ดิฉันจะทำอย่างไรดี ภายในใจรู้สึกผิดอย่างมาก จนวันนั้นทั้งวันแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย กลางคืนก็นอนไม่หลับ เฝ้าแต่คิดถึงเรื่องคุณอนงค์ และถามตัวเองว่าดิฉันทำผิดพลาดตรงไหน

เช้าวันต่อมา ดิฉันจึงโทรศัพท์ไปลางาน และขอให้รุ่นพี่นักกายภาพบำบัดท่านอื่นไปทำงานแทน ส่วนดิฉันเอาแต่นั่งคิดทบทวนเหตุการณ์ในวันนั้นเพื่อหาข้อสรุปให้ได้

สิ่งที่ดิฉันคิดได้ก็คือ ประการแรก ตามขั้นตอนการให้การรักษาทางกายภาพบำบัด ดิฉันให้คนไข้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินและวินิจฉัยโรคก่อน จึงใช้เครื่องมือทั้งสองชนิดนั้นเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว แพทย์เองก็คงตรวจตามขั้นตอนและหลักการโดยครบถ้วน

ประการต่อมา เมื่อคนไข้มาถึงแผนกกายภาพบำบัด ดิฉันก็ตรวจประเมินและซักประวัติอาการซ้ำอีกครั้ง ก็ไม่มีอะไรผิดปกติอันจะทำให้ฉุกคิดได้ว่าคนไข้เป็นมะเร็ง อาการของคนไข้มีแค่ปวดต้นคอ ร้าวมาบ่าทั้งสองข้าง ซึ่งอาการของโรคกระดูกคอเสื่อมก็เป็นอาการแบบเดียวกันนี้

สรุปแล้ว ทั้งแพทย์ นักกายภาพบำบัด (คือดิฉัน) และคนไข้ ต่างก็ไม่มีใครนึกถึงโรคมะเร็งกระดูกเลย ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่วันนั้นจะมีใครสักคนนึกถึงโรคมะเร็งกระดูกต้นคอ ก็คงต้องตอบว่าเป็นไปไม่ได้ ถ้าคนไข้ปวดต้นคอมา แล้วแพทย์แนะนำให้ตรวจหามะเร็ง คนไข้คงรีบกลับบ้านแทบไม่ทัน คิดได้อย่างนี้แล้วดิฉันก็รู้สึกดีขึ้น เมื่อพบว่าตัวเองได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว และกรณีของคุณอนงค์ ก็เป็นเหตุสุดวิสัย แต่ในส่วนลึกแล้วดิฉันก็ยังคงรู้สึกผิดอยู่ดี แม้จะมีเหตุผลมารองรับแล้วก็ตาม




คราวนี้เราลองมาวิเคราะห์อาการปวดต้นคอของคุณอนงค์ไปพร้อมๆ กันค่ะ เพื่อให้แฟน ๆ คู่สร้างคู่สมได้นำไปประเมินตัวเอง ในเวลาที่มีอาการเจ็บปวดบริเวณใดบริเวณหนึ่งขึ้นมา เมื่อไปพบแพทย์จะได้บอกเล่าอาการของตนเองได้ครบถ้วน เพื่อที่แพทย์จะวินิจฉัยโรคได้แม่นยำมากขึ้น

อาการของคนไข้ที่จะทำให้แพทย์หรือผู้ให้การรักษาในด้านต่าง ๆ รวมถึงนักกายภาพบำบัด สงสัยว่าคนไข้อาจเป็นโรคมะเร็ง (ในกรณีนี้จะมุ่งเน้นไปที่อาการปวดต้นคอของคุณอนงค์) มีดังนี้

-มีอาการปวดตอนกลางคืน (Night Pain)

ในขณะที่นอนหลับอยู่ ต้องตื่นขึ้นมากลางดึงบ่อย ๆ เพราะอาการปวด ซึ่งอาการนี้ดิฉันได้ถามคุณอนงค์ ซึ่งคุณอนงค์ก็ตอบว่า “ไม่ค่อยเป็นนะคะ ก็นอนหลับได้” ดิฉันจึงปล่อยผ่านประเด็นนี้ไป

-มีอาการปวดรุนแรง ปวดขณะพัก

กรณีของคุณอนงค์ เธอบอกว่า ปวดพอทนได้ สามารถทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ตามปกติ เพียงแต่รำคาญที่ไม่หายสักทีเท่านั้น ส่วนอาการปวดขณะพักนั้น หมายถึงนั่งหรือนอนอยู่เฉย ๆ ก็รู้สึกปวด กล่าวคืออาการปวดไม่สัมพันธ์กับการก้ม เงย หรือเอียงคอ กรณีนี้คุณอนงค์ ตอบว่า “ก็ปวดเหมือน ๆ กันหมด บางทีก็ปวด บางทีก็ไม่ปวด” ดิฉันเองไม่ได้เซ้าซี้กับคำถามนี้เลย เพราะในใจได้ตั้งธงไว้แล้วว่า ไม่เกี่ยวกับโรคมะเร็ง รวมถึงคิดไปเองว่า คำถามพวกนี้แพทย์คงถามไปแล้ว หากถามซ้ำอีก คนไข้จะหงุดหงิดเสียเปล่า ๆ

-แขนไม่มีแรง (กรณีเป็นมะเร็งที่กระดูกคอ) หรืออ่อนแรง

ตอนแรกดิฉันคิดว่าตัวเองมาพลาดตรงจุดนี้ เพราะดิฉันแค่ถามว่ามีอาการอ่อนแรงของแขนหรือไม่ แล้วคุณอนงค์ตอบว่า “ไม่นะคะ ก็ปกติดี ทำงานยกโน่นยกนี่ได้ตามปกติ ปวดแต่คอกับบ่านี่แหละค่ะ” ความจริงดิฉันควรจะทำการตรวจกำลังกล้ามเนื้อ (Muscle Test) เพื่อดูว่ากล้ามเนื้อแขนคนไข้ มีความแข็งแรงปกติหรือไม่

แต่เมื่อคิดดูอย่างละเอียดแล้ว จากการที่คุณอนงค์บอกว่า ไม่อ่อนแรง ปกติดี ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน่าจะอยู่ในช่วงเกรด 3-4 (จากที่แข็งแรงสุดคือเกรด 5) ก็คงจะไปฟันธงว่าเป็นโรคมะเร็งไม่ได้อยู่ดี เพราะอาการของโรคกระดูกคอเสื่อมที่มีการกดทับเส้นประสาท จะส่งผลให้มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้เช่นเดียวกัน

-มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มีไข้ต่ำ ๆ

ข้อมูลนี้ดิฉันไม่ได้ซักถาม เพราะอาการอื่น ๆ เข้ากับโรคกระดูกคอเสื่อมแล้ว เลยข้ามจุดนี้ไป แต่จากการสังเกต คุณอนงค์มีรูปร่างสมส่วน ดูสดชื่นแจ่มใส อารมณ์ดี มีชีวิตชีวา เรียกได้ว่าเป็นปกติ (อาการเหล่านี้ หากไปพบแพทย์ ให้บอกไปด้วย เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัย)




ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม คุณอนงค์ต้องได้รับการรักษาด้วยการดึงคอและอัลตร้าซาวด์บำบัดอยู่ดี รวมถึงไม่ว่าคุณอนงค์จะไปหาแพทย์เฉพาะทางด้านโรคกระดูกท่านไหนก็ตาม แพทย์ต้องส่งปรึกษานักกายภาพบำบัด เพื่อรักษาด้วยวิธีทางกายภาพบำบัด หากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์จึงจะส่งตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ เพื่อสืบค้นต่อไป

ในกรณีของคุณอนงค์ แพทย์ที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งที่คุณอนงค์ไปรักษาตัว ได้ส่งปรึกษากายภาพบำบัดด้วย โดยคุณอนงค์ได้รับการรักษาทางกายภาพบำบัดประมาณสองสัปดาห์ เมื่ออาการไม่ดีขึ้น แพทย์จึงสั่งตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ จนพบว่าเป็นมะเร็งกระดูกต้นคอ

ดิฉันมาคิด ๆ ดู ก็ต้องยอมรับว่า เครื่องมือทางกายภาพบำบัดมีประโยชน์มาก และมีความจำเป็นต่อผู้ป่วยโรคกระดูก กล้ามเนื้อและข้อ แต่อย่างที่ทราบกันดี สิ่งใดมีคุณอนันต์ย่อมมีโทษมหันต์ เราจึงต้องใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

คำว่าระมัดระวังในฐานะแพทย์และนักกายภาพบำบัด หรือผู้ที่มีหน้าที่ให้การรักษาอื่น ๆ ย่อมไปกะเกณฑ์ให้เขา ”ระมัดระวัง” ให้เราไม่ได้ ดังนั้นเราต้องระมัดระวังด้วยตัวของเราเอง ด้วยการปฏิบัตตามคำแนะนี้

ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ

เมื่อเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาแล้วต้องไปพบแพทย์ จงตั้งใจบอกเล่าอาการเจ็บป่วย หรืออาการต่าง ๆ ที่ผิดปกติให้แพทย์ฟังให้ครบถ้วน “อย่า” คิดว่าอาการนี้คงไม่เกี่ยวข้อง อาการนั้นคงไม่สำคัญ ขอให้แพทย์เป็นผู้ตัดสินเอง และเวลาแพทย์ถามให้คิดดี ๆ ก่อนตอบ จะคิดนาน ๆ หน่อยก็ได้ ถ้าไม่มั่นใจ เพราะถ้าแพทย์ถาม นั่นก็แสดงว่าต้องเป็นเรื่องสำคัญอย่างแน่นอน

เมื่อแพทย์ตรวจและวินิจฉัยแล้ว ขอให้ถามลักษณะของโรค อาการ และข้อควรปฏิบัติ เพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวเราเอง

เมื่อต้องรับการตรวจ หรือรักษาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง (หรือเครื่องมือที่เราไม่คุ้นเคย) ให้ถามบุคลากรที่ใช้เครื่องมือนั้น ถึงข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้เครื่องมือ ยกตัวอย่างเช่น เครื่องมือบางชนิดห้ามใช้กับหญิงมีครรภ์ เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ได้ แต่คนไข้บางคนกำลังตั้งครรภ์อ่อน ๆ ทว่าไปพบแพทย์ด้วยอาการป่วยอย่างอื่น เลยไม่ได้บอกแพทย์ว่ากำลังตั้งครรภ์ ด้วยคิดว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็น ซึ่งอาจมีอันตรายได้ ดังนั้น จงบอกทุกอย่าง !!!!



เมื่อคุณบอกเล่าทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ผลลัพท์จะออกมาเป็นอย่างไรก็ถือว่าเราทำดีที่สุดแล้ว เพื่อประโยชน์ของเราเอง ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เรื่องราวที่เล่ามาทั้งหมดนี้ คงจะเป็นประโยชน์แก่แฟนหนังสือคู่สร้างคู่สมบ้าง ไม่มากก็น้อยค่ะ





หมายเหตุ

1. บทความนี้ ข้อมูลด้านวิชาการอาจจะไม่แม่นยำนัก เนื่องจากเล่าจากความทรงจำ และตัวดิฉันเอง ปัจจุบันนี้ไม่ได้ทำงานด้านกายภาพบำบัดแล้ว รวมถึงไม่ได้ติดตามข้อมูลทางวิชาการกายภาพบำบัดมานานกว่า 17 ปี จึงขออภัยท่านผู้อ่าน หากมีข้อมูลคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ประเด็นสำคัญของเรื่องเล่านี้ ต้องการให้ท่านผู้อ่านได้ระมัดระวังและรอบคอบในการรับการรักษา ไม่ว่าจะเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรก็ตาม

2. ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสารคู่สร้างคู่สม ปี...   


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

กรุณาแสดงความคิดเห็นโดยสุภาพ และไม่ผิดกฎหมาย