เรื่อง ผีเด็กสาวผมแดง เล่าเรื่องผี โดย สินธุชา มาธวรรย์ #ผีหลอก #วิญญาณหลอน

ผีอั่งม้อ


เรื่องประหลาดนี้เกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2522 ที่จังหวัดนครปฐม สมัยนั้นผมอาศัยอยู่กับลุงจรัส แกมีลูกชายคนเดียวชื่อจำเริญ อายุมากกว่าผมประมาณหนึ่งปี เรียนอยู่ชั้นม.3 ส่วนผมเรียนชั้นม.2 ผมเรียกลูกพี่ลูกน้องคนนี้ว่า ”พี่เริญ”


พี่เริญเป็นคนชอบดูภาพยนตร์หรือหนังมาก ไม่ว่าจะเป็นดูฟรีแบบหนังกลางแปลงหรือเสียเงินตีตั๋วเข้าไปดูในโรงหน แต่ถ้าเลือกได้พี่เริญชอบเข้าไปนั่งดูในโรงหนังมากกว่า เขาว่ามันทำให้มีสมาธิดี ไม่ค่อยมีอะไรมากวนใจ เขาจึงมักจะขี่จักรยานไปดูหนังรอบค่ำเสมอ ถ้ามีโปรแกรมหนังที่ถูกใจ ผมก็จะขี่จักรยานตามไปดูด้วยในบางครั้ง แต่โดยปกติผมมักจะเลือกอยู่บ้านดูรายการโทรทัศน์มากกว่า เพราะไม่ค่อยชอบการต้องขี่จักรยานตอนกลางคืน เนื่องจากสมัยนั้นพอเลยสี่ทุ่มไปแล้ว ถนนหนทางก็จะแลดูวังเวงน่ากลัว ผมเคยแกล้งถามพี่เริญหลายครั้งว่า ไปดูหนังกลับบ้านดึก ๆ ดื่น ๆ คนเดียว ไม่กลัวเจอผีบ้างหรือ น่าแปลกที่พี่เริญไม่ยอมตอบ ได้แต่ยิ้ม ๆ เท่านั้น

ในอำเภอเมืองนครปฐมยุคนั้นมีโรงภาพยนตร์หรือโรงหนังแบบ “สแตนอโลน” (Stand Alone หมายถึง โรงภาพยนตร์ที่มีโรงเดียว และหารายได้จากการฉายภาพยนตร์เป็นหลัก) อยู่ด้วยกันสามโรง คือ “โรงหนังโอเดี้ยน” ตั้งอยู่ในตัวเมือง นิยมฉายหนังจีน “โรงหนังเพชรเกษม” ตั้งอยู่ริมถนนราชวิถี ไม่ไกลจากโรงหนังโอเดี้ยนมากนัก พอเดินถึงกันได้สำหรับคนชอบเดิน โรงนี้จะฉายหนังไทย และ”โรงหนังตั้งเซียฮวดรามา” ฉายหนังฝรั่ง โรงนี้จะอยู่ค่อนข้างไกลออกไปจากตัวเมืองพอสมควร   

เวลามีหนังใหม่เข้าฉาย โรงหนังทั้งสามแห่งนี้จะปล่อยรถติดป้ายชื่อหนังขับวนไปรอบ ๆ เมือง พร้อมส่งเสียงประกาศผ่านลำโพง เพื่อให้บรรดาคอหนังรับทราบ และเตรียมตัวไปดูกันตามอัธยาศัย ภายหลังเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา เช่น วิดีโอเทป เลเซอร์ดิสก์ ฯลฯ ตลอดจนการเกิดขึ้นของโรงภาพยนตร์แบบมัลติเพล็กซ์ โรงภาพยนตร์แบบสแตนอโลนจึงค่อย ๆ ซบเซาลง กระทั่งปิดกิจการไปในที่สุด คงเหลือไว้แต่เพียงภาพความทรงจำของผู้เคยใช้บริการในอดีต


เช้าวันหนึ่ง ผมกับพี่เริญแต่งตัวไปเรียนหนังสือตามปกติ โชคดีที่พี่เริญไม่ตื่นสายเหมือนวันที่เพิ่งไปดูหนังรอบค่ำมา เราสองคนเดินมุ่งหน้าไปทางปากซอยเพื่อนั่งรถโดยสารไปโรงเรียน ระหว่างทางจะต้องผ่านต้นมะขามใหญ่ซึ่งบริเวณรอบ ๆ เป็นป่าละเมาะ ไม่มีบ้านคนอยู่เลยแม้แต่หลังเดียว บรรยากาศจึงวังเวงเสมอแม้ในเวลากลางวัน แต่เช้าวันนั้นกลับพบว่าชาวบ้านมายืนอออยู่เต็มไปหมด 

ผมรีบถามป้าใจแม่ค้าขายขนมแถวบ้านซึ่งยืนอยู่ใกล้ที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้น ป้าใจบอกว่าเมื่อคืนนี้เด็กสาวชื่อ “อั่งม้อ” (อั่งม้อในภาษาจีน หมายถึง ผมแดง) ทะเลาะกับแม่ ก่อนจะมาผูกคอตายที่ต้นมะขาม ผมได้ยินดังนั้นก็รู้สึกตกใจมาก แต่คงน้อยกว่าพี่เริญ เมื่อหันไปดูก็พบว่าใบหน้าของเขาซีดเผือด เป็นที่รู้กันในระหว่างเราว่า เขาแอบชอบอั่งม้ออยู่ตามประสาเด็กวัยรุ่น ทั้งสองเคยคุยหยอกล้อกันเสมอ 

ผมรีบสะกิดแขนชวนพี่เริญแหวกผู้คนเข้าไปใกล้ต้นมะขาม จึงได้เห็นว่ามีคนนำร่างของอั่งม้อคนสวยลงจากต้นมะขามแล้ว และกำลังห่อศพด้วยผ้าขาว เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งพยายามสอบถามอะไรบางอย่างจากน้าพิศแม่ของอั่งม้อ ซึ่งนั่งยอง ๆ อยู่กับพื้นดิน แล้วเอาแต่ร้องไห้ตีอกชกหัวเหมือนคนคลุ้มคลั่ง  

เหตุการณ์หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ เนื่องจากผมเกรงว่าจะไปโรงเรียนสาย จึงรีบดึงพี่เริญเดินไปขึ้นรถโดยสารที่ปากซอย พอขึ้นรถได้ พี่เริญกับผมแทบจะไม่ได้พูดจากันเลย ผมเห็นเขาเอาแต่มองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง ดูเหมือนว่าเขากำลังรู้สึกเศร้าและอยากคิดอะไรเงียบ ๆ  

เราไปถึงโรงเรียนสายไปราวสิบนาทีเห็นจะได้ แถวเคารพธงชาติหายไปแล้ว คงเหลือแต่สนามว่างเปล่าและธงชาติที่โบกสะบัดอยู่บนยอดเสา เราถูกอาจารย์ฝ่ายปกครองเรียกตัวไปหวดก้นด้วยกิ่งสนคนละครั้ง ตามปกติถ้าเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ เรามักจะหัวเราะให้กันระหว่างเดินออกจากห้องฝ่ายปกครองเสมอ แต่เช้าวันนั้นไม่มีใครพูดอะไรกันเลย

ตกเย็นหลังโรงเรียนเลิก ผมต้องกลับบ้านคนเดียวเพราะมัวแต่ตีปิงปองกับเพื่อน ๆ ในโรงยิม ตอนที่เดินเข้าซอยมานั้นต้องเดินผ่านต้นมะขามต้นเดิม ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ดูวังเวงน่ากลัวอยู่แล้ว ยิ่งรู้ว่าเมื่อคืนอั่งม้อมาผูกคอตายด้วยแล้ว มันก็ยิ่งดูน่ากลัวขึ้นไปอีกหลายเท่า ผมรีบก้มหน้าก้มตาเดินแทบจะเป็นวิ่ง ครั้นผ่านมาได้แล้วก็รู้สึกโล่งอกเป็นอย่างมาก พอมาถึงบ้านก็เห็นพี่เริญนั่งทำการบ้านอยู่แล้ว ขณะที่พวกลุง ๆ ป้า ๆ ยังคุยเรื่องการตายของอั่งม้อไม่จบ และพูดกันว่าคืนนี้จะต้องไปงานศพที่วัดพระงาม ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก 

พี่เริญปฏิเสธที่จะไปงานศพของอั่งม้อ เพราะคืนนั้นมีหนังฝรั่งเรื่องใหม่เข้าฉายเป็นวันแรกที่โรงหนังตั้งเซียฮวดรามา เรื่องแบบนี้พี่เริญมักจะไม่ยอมพลาดตามประสาคนเป็นคอหนังตัวยง เขาคงจะทำใจให้เป็นปกติได้แล้ว ผมคิดในตอนนั้น และบอกลุงจรัสว่าจะไปร่วมงานศพครั้งเดียวในวันเผาเลย เนื่องจากไม่ได้มักคุ้นอะไรกับเด็กสาวคนนี้สักเท่าไรนัก ความจริงผมไม่ชอบไปงานศพมากกว่า ถ้าไม่ใช่ญาติหรือมีหนังกลางแปลงฉาย ผมก็มักจะหลีกเลี่ยงการไปวัดเสมอ

ตอนหัวค่ำ ขณะที่พี่เริญเตรียมสูบลมยางล้อจักรยานเพื่อปั่นไปดูหนัง ผมแกล้งหยอกล้อเขาว่า “พี่เริญ ตอนขากลับมืด ๆ ผ่านต้นมะขาม ระวังเจออั่งม้อนะ”  

“เจอก็ดีสิ จะได้บอกลากัน” ว่าแล้วพี่เริญก็หัวเราะออกมา ทั้ง ๆ ที่สีหน้าดูเศร้าชอบกล


ในสมัยนั้น ผมชอบนั่งดูรายการทางโทรทัศน์อยู่ชั้นล่างของตัวบ้าน จนกระทั่งได้เวลาปิดสถานี ซึ่งมักจะเป็นเวลาประมาณเที่ยงคืน ขาดเกินก็ไม่กี่นาที ถ้าพี่เริญไปดูหนังรอบค่ำก็จะกลับมาช่วงเวลานี้พอดี (หนังฉายสองเรื่องควบ ทำให้ใช้เวลารับชมหลายชั่วโมง) พี่เริญจะพกกุญแจส่วนตัวไปด้วย และไขประตูเหล็กยืดแบบโบราณเข้ามาเอง 

ทว่าคืนนั้นเหตุการณ์กลับต่างออกไป เมื่อผมได้ยินเสียงพี่เริญเขย่าประตูเหมือนคนบ้าพร้อมกับร้องตะโกนลั่นว่า “ช่วยด้วย ผีหลอก ช่วยด้วย ผีหลอก” กุญแจที่พกไปด้วยไม่รู้ว่าอยู่ไหน เดือดร้อนผมต้องไปหากุญแจมาไขให้ 

พอเดินไปที่ประตูซึ่งมีช่องโหว่อยู่ จึงได้เห็นว่าพี่เริญล้มฟุบกองอยู่หน้าประตูแล้ว ผมรีบเปิดประตูลากร่างไร้สตินั้นเข้ามาข้างในบ้าน ลุงจรัสออกจากห้องนอนมาดูเหตุการณ์ แกถามว่าเกิดอะไรขึ้น “พี่เริญคงถูกผีหลอก” ผมตอบ พูดยังไม่ทันจบดี พี่เริญก็ได้สติฟื้นขึ้นมา แต่ปากยังคงพร่ำพูดอยู่แต่ว่า “ช่วยด้วย ผีหลอก” 

ผมปล่อยให้ลุงจรัสบีบขมับนวดเฟ้นร่างกายของพี่เริญ ส่วนตัวเองลุกไปปิดประตูบ้าน ก่อนปิดก็อดโผล่หน้าออกไปมองดูเหตุการณ์ข้างนอกไม่ได้ แม้จะรู้สึกเสียวสยองอย่างไรชอบกล ในความมืดสลัวของคืนเดือนหงาย ผมแลเห็นจักรยานของพี่เริญล้มใกล้ต้นมะขามที่อยู่ห่างออกไปลิบ ๆ  

จากรูปการณ์นี้ ผมเดาได้เลยว่าพอรถจักรยานล้ม พี่เริญก็คงรีบวิ่งกลับมาบ้านทันที จักรยานคันนั้นค่อนข้างใหม่และมีราคาเสียด้วย แต่เรื่องที่จะให้ผมเดินไปเอากลับมาไม่มีทางเป็นไปได้แน่ ๆ ถ้าลุงจรัสรู้เข้าก็คงบังคับผมอย่างไม่ต้องสงสัย ผมจึงตัดสินใจรูดประตูเหล็กเข้าหากัน แล้วล็อคกุญแจทันที

คืนนั้น ผมกับลุงจรัสแทบไม่ได้นอนกันเลย เนื่องจากต้องคอยดูอาการของพี่เริญซึ่งมักจะทะลึ่งตัวขึ้นมาร้องโวยวายอยู่บ่อย ๆ พอรุ่งเช้าลุงจรัสก็เลยลางาน แล้วพาพี่เริญไปรดน้ำมนต์ที่วัด เผื่ออาการจะดีขึ้น หลังจากนั้นไม่กี่วันเส้นผมบนศีรษะของพี่เริญก็ร่วงจนเกือบหมด นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นคนโดนผีหลอกจน “จับไข้หัวโกร๋น”  ครั้นกลับมาที่บ้านพวกผู้ใหญ่ก็ทำพิธีรับขวัญพี่เริญตามคำแนะนำของคนเฒ่าคนแก่ แต่ก็นานเป็นเดือนกว่าพี่เริญจะหายดี และสามารถเล่าให้ทุกคนฟังได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น

“ความจริงก็ไม่มีอะไรหรอกครับ อั่งม้อแค่มาลาผมแค่นั้นเอง” พี่เริญพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ “ตอนนั้นผมขี่จักรยานกลับจากดูหนัง พอผ่านตรงต้นมะขามก็อดหันไปมองไม่ได้ เลยเห็นอั่งม้อนั่งยิ้มแฉ่งอยู่ตรงโคนต้นไม้ แล้วทำท่ายกมือขึ้นโบกบ๊ายบาย”

“มันไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยเรอะ” แม่ของอั่งม้อถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

“ไม่ได้พูดเลยครับ น้าพิศ หรืออาจจะพูดก็ได้นะ แต่ผมทิ้งจักรยานแล้ววิ่งหนีมาเสียก่อน ผมขอโทษด้วยที่กลัวอั่งม้อ ผมไม่ควรกลัวเลย เพื่อนกันแท้ ๆ ”

“พี่เริญไม่ต้องโทษตัวเองหรอก เป็นใครก็ต้องกลัวด้วยกันทั้งนั้น” ผมอดพูดไม่ได้ 

“แต่น้าอยากเจออั่งม้อมันอีกสักครั้งนะ อยากเจอมันมากที่สุด แต่มันก็ไม่เคยกลับมาให้น้าเห็นเลย แม้แต่ในความฝัน “ น้าพิศพูดจบก็ร้องไห้


ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่พี่เริญเห็นนั้นแท้จริงเป็นภาพลวงตาหรือไม่ แต่มีเรื่องน่าประหลาดใจอยู่เรื่องหนึ่งคือจักรยานของพี่เริญที่ล้มใกล้ต้นมะขาม และผมมองเห็นว่าล้มอยู่ตรงนั้นจริง ๆ  พอเช้าวันรุ่งขึ้นก็หายไป 

จักรยานคันดังกล่าวหายไปหลายวันเลยทีเดียว ก่อนจะกลับมาจอดอยู่ที่โคนต้นมะขามอีกครั้ง จนกลายเป็นเรื่องเล่าลือกันว่า มีคนมาขโมยเอาจักรยานคันนั้นไปใช้ แต่สุดท้ายก็ต้องนำมาคืนเพราะโดนผีอั่งม้อหลอก ซึ่งในเรื่องนี้ผมไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจริงเท็จหรือไม่ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ตามที่เล่ามา ผมพยายามบันทึกไว้ให้ตรงกับข้อเท็จจริงมากที่สุด


 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

กรุณาแสดงความคิดเห็นโดยสุภาพ และไม่ผิดกฎหมาย